Friday, April 3, 2020

ประวัติแครอลิ่ง


การร้องเพลงแครอลิ่ง (Caroling)

ในช่วงศตวรรษแรกของคริสตศาสนา การร้องเพลงแครอลิ่ง (Caroling) คือวัฒนธรรพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงมีอยู่ทั่วโลกคำว่า แครอลิ่ง มาจากภาษากรีกหมายถึง “ร้องเพลงวนหลายๆรอบ หรือเต้นระบำด้วยความชื่นชมยินดี” ในสมัยก่อนที่มีหลายเทศกาลที่ร้องเพลงแครอลิ่ง แต่เทศกาลที่คนรู้จักกันที่สุดก็คงจะเป็น “คริสต์มาสแครอลิ่ง” ซึ่งเนื้อหาของเพลงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการประสูติของพระกุมารเยซู

เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์เราไม่สามารถที่จะหาผู้หนึ่งผู้ใดที่จะมีความรู้เป็นเลิศเกี่ยวกับการร้องเพลงตามบ้านได้มากไปกว่ามาเรียน ออกัสต้า แทรปป์ผู้ซึ่งชีวิตได้ถูกเขียนออกมาเป็นเรื่องราวที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดีในภาพยนตร์เรื่อง“The Sound of Music” ครั้งหนึ่งในการตระเวนแสดงดนตรี ที่คาราคาส ประเทศเวเนซูเอล่าเธอได้เขียนไว้อย่างนีว่า

                “การร้องเพลงในช่วงเวลาคริสต์มาสนั้นนำเราย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษแรกของคริสตมาสมันคือวัฒนธรรมพื้นบ้านที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงมีอยู่ในทั่วโลกในระหว่างเทศกาลสำคัญนี้อีกทั้งมีบันทึกไว้ในหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ด้วย”
การประพันธ์เพลงคริสต์มาสในช่วงแรกๆจะได้รับความสำคัญในลักษณะของการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าการร้องเพลงแครอลิ่งดั้งเดิมนั้นอ้างอิงถึงการเต้นรำกันเป็นวงกลมที่จะไม่มีการร้องเพลงใดๆทั้งสิ้นซึ่งการร้องเพลงนั้นแท้จริงเพิ่งจะถูกเพิ่มเติมเข้ามาภายหลังขณะที่คริสตจักรต้องปล้ำสู้กับอิทธิพลของโลกที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างท่วมท้นทำให้การร้องเพลงแครอลิ่งถูกแยกออกมาอย่างเด็ดขาดจากการนมัสการที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของคริสตจักรอย่างไรก็ตาม ภายนอกคริสตจักรนั้นเพลงแครอลิ่งซึ่งมีเนื้อหาพูดถึงการเสด็จมาประสูติขององค์พระเยซูคริสต์กลับถูกเขียนขึ้นและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากบทเพลงเหล่านั้นจะมีท่วงทำนองที่เรียบง่ายและได้รับอิทธิพลมาจากเพลงพื้นบ้านของผู้ที่อยู่แถบชานเมืองนั้นเอง

ฟรานซิสแห่งอัสซีซีได้รับการยอมรับในฐานะของผู้ที่นำเพลงแครอลิ่งเข้ามาในการนมัสการที่เป็นทางการของคริสตจักรในระหว่างการนมัสการเวลาเที่ยงคืนของคืนวันคริสต์มาสในถ้ำแห่งหนึ่งในเมืองเกรซซิโอจังหวัดอัมเบรียในปี 1223 ว่ากันว่าเพลงที่ร้องในคืนวันนั้นมีความคล้ายคลึงกันอย่างยิ่งกับสิ่งที่เรารู้จักกันว่าเป็นเพลง
แครอลิ่งในสมัยปัจจุบัน

เพลงแครอลิ่งได้รับความนิยมอย่างมากและได้รับการพัฒนาไปไกลยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อถูกนำมาใช้ในบทละครที่เล่นกันอย่างแพร่หลายในยุคกลางนักดนตรีในยุคกลางที่รักการเดินทางได้ท่องเที่ยวเรื่อยไปตั้งแต่จากหมู่บ้านเล็กๆไปจนถึงปราสาทราชวังทั้งนี้ก็เพื่อแสดงและร้องเพลงแครอลที่ถูกบรรจงเรียงร้อยให้เป็นภาษาที่สละสลวยนับตั้งแต่อดีตกาลและในอีกไม่กี่ปีต่อมาแต่ละหมู่บ้านก็มีวงดนตรีที่คอยขับกล่อมบทเพลงเดียวกันประจำอยู่ในแต่ละหมู่บ้านของตน

กลุ่มคนดังกล่าวแรกเริ่มเดิมทีเป็นคนยามประจำหมู่บ้านที่มีหน้าที่คอยสอดส่องดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยตามถนนหนทางและระวังเหตุร้ายต่างๆอาทิเช่น เพลิงไหม้รวมไปถึงการคอยร้องเพลงขับกล่อมผู้คนตามถนนหนทางในยามค่ำคืนด้วยในช่วงเวลาที่มีเทศกาลสำคัญๆ พวกเขาจะร้องเพลงแครอลิ่งให้กับผู้คนที่พวกเขาได้พบเจอตลอดสองเส้นทางฟังแม้ว่าชาวบ้านบางคนไม่พอใจที่ว่าพวกเขาควรจะนอนหลับได้พักผ่อนอย่างมีความสุขมากกว่าที่จะได้ยินใครมาร้องเพลงฟังอยู่แถวหน้าต่างข้างบ้านของตนจนในที่สุดคำเรียกชื่อนักดนตรีกลุ่มนี้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า
Bands of Waits ก็ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายถึงกลุ่มนักดนตรีที่คอยร้องเพลงและเล่นดนตรีในเทศกาลต่างๆในระหว่างเทศกาลคริสต์มาส

Description: http://www.creation-church.com/images/space.gif“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลกสันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น” (ลูกา 2:14)

ข้อพระคำหนุนใจ

มัทธิว.1:23  ดู​เถิดหญิง​พรหมจารี​คน​หนึ่ง​จะ​ตั้ง​ครรภ์และ​คลอด​บุตร​ชาย​คน​หนึ่ง
และ​เขา​จะ​เรียก​นาม​ของ​ท่าน​ว่าอิม​มานู​เอล(​แปลว่า​พระ​เจ้า​ทรง​อยู่​กับ​เรา​)​

ลูกา.1:31ดู​เถิดเธอ​จะ​ตั้งครรภ์​และ​คลอด​บุตร​ชายจง​ตั้ง​ชื่อ​บุตร​นั้น​ว่า​เยซู

​ลูกา.1: 37เพราะ​ว่า​ไม่​มี​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง​ใด​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ทรง​กระทำ​ไม่ได้”

ลูกา.2:12นี่​จะ​เป็น​หมาย​สำคัญ​แก่​ท่าน​ทั้ง​หลายคือ​ท่าน​จะ​ได้​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​พัน​ผ้าอ้อม​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า”

ลูกา 2:14 พระ​สิริ​จง​มี​แด่​พระ​เจ้า​ใน​ที่​สูงสุดส่วนบน​แผ่นดิน​โลกสันติ​สุข​จง​มี​ท่ามกลาง​มนุษย์​ทั้ง​ปวงซึ่ง​พระ​องค์​ทรง​โปรด​ปราน​

อิสยาห์. 9:6ด้วย​มี​เด็ก​คน​หนึ่ง​เกิด​มา​เพื่อ​เรามี​บุตร​ชาย​คน​หนึ่ง​ประทาน​มา​ให้​เรา
และ​การ​ปกครอง​จะ​อยู่​ที่​บ่า​ของ​ท่านและ​ท่าน​จะ​เรียก​นาม​ของ​ท่าน​ว่า
“ที่​ปรึกษา​มหัศจรรย์ ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​มหิทธิ​ฤทธิ์พระ​บิดา​นิรันดร์องค์​สันติ​ราช”

​











No comments:

Post a Comment