Thursday, July 14, 2011

ปัญหาระหว่างพระเจ้ากับวิทยาศาสตร์ (Problem Science Has With Jesus Christ)

'Let me explain the problem science has with Jesus Christ.'
'ให้ฉันอธิบายว่าวิทยาศาสตร์มีปัญหากับพระเยซูคริสต์อย่างไร '

The atheist professor of philosophy pauses before his class and then asks one of his new students to stand.    'You're a Christian, aren't you, son?'
ศาสตราจารย์ที่เชื่อว่าไม่มีพระเจ้าของวิชาปรัชญาได้หยุดการของเขาครู่หนึ่ง  แล้วขอให้คนหนึ่งในนักศึกษาใหม่ของเขาที่จะยืนขึ้น  พร้อมกับถามว่า 'ลูกเอ๋ย เธอเป็นคริสเตียนใช่หรือไม่?

'Yes sir,' the student says.
'ใช่ครับ' นักศึกษาคนนั้นตอบ
'So you believe in God?'
'ดังนั้นเธอเชื่อในพระเจ้า?
'Absolutely.'
'แน่นอน ครับ '
'Is God good?'
'
พระเจ้าดีใช่ไหม? '

'Sure! God's good.'
'แน่นอนครับ! พระเจ้าดี . '

'Is God all-powerful? Can God do anything?'
 'พระเจ้าทรงมีทฤธิ์อำนาจใช่ไหม? พระเจ้าสามารถทำทุกสิ่งได้ใช่ไหม?

'Yes.'
ใช่ครับ
'Are you good or evil?'
'แล้วเธอละดีหรือชั่ว?
'The Bible says I'm evil.'
'พระคัมภีร์บอกว่า ผมเป็นคนชั่วครับ '
The professor grins knowingly. 'Aha! The Bible!' He considers for a moment.
ศาสตราจารย์ยิ้มเหมือนรู้ทัน ออ! พระคัมภีร์!' เขาพิจารณาสักครู่หนึ่ง
'Here's one for you. Let's say there's a sick person over here and you can cure him. You can do it. Would you help him? Would you try?'
'จะถามเธอสักข้อหนึ่ง สมมติว่ามีคนป่วยคนหนึ่งที่นี่  และเธอสามารถรักษาเขา  เธอสามารถทำได้ เธอจะช่วยเขาไหม?  เธอจะพยายามไหม?
'Yes sir, I would.'
'ครับ ผมจะช่วยครับ . '
'So you're good...!'
'ถ้าอย่างนั้น เธอก็เป็นคนดี ...!
'I wouldn't say that.'
'ผมจะไม่พูดอย่างนั้นครับ '
'But why not say that? You'd help a sick and maimed person if you could. Most of us would if we could. But God doesn't.'

'ทำไมไม่พูดอย่างนั้นไม่ได้? เธอต้องการจะช่วยคนป่วยและคนพิการ หากเธอสามารถทำได้  พวกเราส่วนใหญ่ก็เช่นกัน หากเราสามารถทำได้  แต่พระเจ้าไม่ได้ทำอะไรเลย'
The student does not answer, so the professor continues. 'He doesn't, does he?
นักศึกษาคนนั้นไม่ตอบอะไร  ดังนั้นศาสตราจารย์จึงพูดต่อ 'พระองค์ไม่เห็นทำอะไร, ไม่ใช่หรือ?
My brother was a Christian who died of cancer, even though he prayed to Jesus to heal him How is this Jesus good? Hmmm? Can you answer that one?'
พี่ชายของฉันเป็นคริสเตียน  เขาตายด้วยโรคมะเร็ง แม้ว่าเขาได้อธิษฐานขอให้พระเยซูทรงรักษาเขาให้หาย   พระเยซูจะดีได้อย่างไร?  ฮึมมมม?  เธอสามารถตอบเรื่องนี้ได้ไหม?
The student remains silent.
นักศึกษาคนนั้นยังคงเงียบอยู่
'No, you can't, can you?' the professor says. He takes a sip of water from a glass on his desk to give the student time to relax.
'ไม่ เธอไม่สามารถตอบใช่ไหม? ศาสตราจารย์กล่าว เขาจะจิบน้ำจากแก้วบนโต๊ะทำงานของเขา  เพื่อให้โอกาสที่นักศึกษาจะได้ผ่อนคลาย
'Let's start again, young fella Is God good?'

ให้เรามาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งนะ พ่อหนุ่ม  พระเจ้าดีใช่หรือไม่?
'Er... yes,' the student says.
เอ้อ ... ครับ,'นักศึกษาตอบ
'Is Satan good?'
'ซาตานดีใช่หรือไม่?
The student doesn't hesitate on this one. 'No.'
นักศึกษาคนนั้นตอบอย่างไม่ลังเลในขอ้นี้ 'ไม่ใช่ครับ'
'Then where does Satan come from?'
'แล้วซาตานมาจากไหน?
The student: 'From... God...'
นักศึกษาตอบ :'จาก ... พระเจ้า ครับ
'That's right. God made Satan, didn't he? Tell me, son. Is there evil in this world?'
'ถูกต้อง พระเจ้าทรงสร้างซาตาน, ไม่ใช่หรือ?  ไหนลองบอกหน่อยซิ มีความชั่วในโลกนี้หรือเปล่า?
'Yes, sir.'
'มีครับ, . '
'Evil's everywhere, isn't it? And God did make everything, correct?'
'มีความชั่วในทุกที่ทุกแห่งไม่ไช่หรือ และพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งถูกต้องไหม?
'Yes.'
'ใช่ครับ '
'So who created evil?'
'ดังนั้นใครละที่สร้างความชั่ว?
The professor continued, 'If God created everything, then God created evil, since evil exists, and according to the principle that our works define who we are, then God is evil.'
ศาสตราจารย์พูดต่อ 'ถ้าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่ง  พระเจ้าก็สร้างความชั่วร้ายด้วย ตั้งแต่มีความชั่วเกิดขึ้นมา  และตามหลักการที่ว่า การกระทำของเราบ่งบอกความเป็นตัวตนของเราแล้ว  ก็สรุปว่า พระเจ้าเป็นความชั่ว '
Without allowing the student to answer, the professor continues: 'Is there sickness? Immorality? Hatred? Ugliness? All these terrible things, do they exist in this world?'
โดยไม่ให้โอกาสนักศึกษาตอบ  ศาสตราจารย์ก็พูดต่อว่า  :'มีความเจ็บป่วยไหม?  การผิดศีลธรรม? ความเกลียดชัง? ความอัปลักษณ์ไหม? ทุกสิ่งที่เลวร้ายเหล่านี้มีอยู่ในโลกนี้หรือเปล่า?
The student: 'Yes.'
นักศึษาตอบ :'มีครับ '
'So who created them?'
'ใครเป็นผู้ที่สร้างสิ่งเหล่านี้?
The student does not answer again, so the professor repeats his question. 'Who created them?
นักศึกษาคนนั้นไม่ได้คำตอบอีกครั้ง   ดังนั้นศาสตราจารย์จึงคำถามของเขาซ้ำอีกครั้ง 'ใครเป็นผู้สร้างสิ่งเหล่านั้น?
There is still no answer. Suddenly the lecturer breaks away to pace in front of the classroom. The class is mesmerized.
ยังคงไม่มีคำตอบ ทันใดนั้นอาจารย์ก้าวไปยืนอยู่ข้างหน้าชั้นเรียน  ซึ่งทำให้ทั้งชั้นตกตะลึง
'Tell me,' he continues onto another student. 'Do you believe in Jesus Christ, son?'
'
บอกมาซิ' อาจารย์ยังขอให้นักศึกษาคนอื่นช่วยตอบ 'เธอเชื่อในพระเยซูคริสต์หรือเปล่า?
The student's voice is confident: 'Yes, professor, I do.'
เสียงตอบอย่างมั่นใจของนักศึกษาว่า :'ครับ อาจารย์, ผมเชื่อครับ '
The old man stops pacing. 'Science says you have five senses you use to identify and observe the world around you. Have you ever seen Jesus?'
ชายชราสงบอารมณ์ 'วิทยาศาสตร์ บอกว่าเธอมีสัมผัสทั้งห้า  ที่เธอสามารถใช้เพื่อระบุและสังเกตโลกรอบตัวเธอ  แล้วเธอเคยเห็นพระเยซูหรือ?

'No sir. I've never seen Him'
'ไม่เคยครับ ผมไม่เคยเห็นพระองค์'

'Then tell us if you've ever heard your Jesus?'
'บอกให้เราทราบหน่อย หากเธอเคยได้ยินเสียงพระเยซูของเธอ?

'No, sir, I have not.'
'ไม่เคยครับ, ผมไม่เคยได้ยินครับ  '
'Have you ever actually felt your Jesus, tasted your Jesus or smelt your Jesus? Have you ever had any sensory perception of Jesus Christ, or God for that matter?'
'
เธอเคยสัมผัสจริงกับพระเยซูของเธอ  ได้ลิ้มรสพระเยซูหรือได้ดมกลิ่นของพระเยซูของเธอหรือ  เธอเคยได้รับรู้พระเยซูคริสต์หรือพระเจ้าด้วยประสาทสัมผัสหรือไม่?
'No, sir, I'm afraid I haven't.'
'
ไม่เคยครับ, ผมเกรงว่าผมยังไม่เคยครับ '
'Yet you still believe in him?'
'
แต่ธอยังคงเชื่อในเขาหรือ?

'Yes.'
'ครับ '
'According to the rules of empirical, testable, demonstrable protocol, science says your God doesn't exist. What do you say to that, son?'
'
ตามกฎของการทดลอง, ทดสอบได้  พิสูจน์ได้ ตามขบวนการของวิทยาศาสตร์บอกว่าพระเจ้าของเธอไม่มีอยู่จริง  เธอจะตอบประเด็นนี้อย่างไร?


'Nothing,' the student replies. 'I only have my faith.'
'ไม่มีครับ' นักเรียนตอบ 'ผมมีเพียงความเชื่อของผมครับ '
'Yes, faith,' the professor repeats. 'And that is the problem science has with God. There is no evidence, only faith.'
'
ใช่ ความเชื่อ 'ศาสตราจารย์กล่าวซ้ำ  'และนี่คือปัญหาที่วิทยาศาสตร์มีกับพระเจ้า  ไม่มีหลัก ฐานอะไร มีแต่ความเชื่อ '
The student stands quietly for a moment, before asking a question of his own. 'Professor, is there such thing as heat?'
นักเรียนยืนเงียบสักครู่ก่อนถามคำถามของเขาว่า  'ศาสตราจารย์ครับ, มีสิ่งที่เป็นความร้อนไหมครับ?
'Yes,' the professor replies. 'There's heat.'
'
ใช่, 'ศาสตราจารย์ตอบ  'มีความร้อน . '

'And is there such a thing as cold?'
'และมีสิ่งที่เป็นความเย็นไหมครับ?

'Yes, son, there's cold too.'
'ใช่  มันมีความเย็นด้วย '
'No sir, there isn't.'
'
ไม่ใช่ครับท่าน   มันมีไม่ความเย็น '

The professor turns to face the student, obviously interested. The room suddenly becomes very quiet. The student begins to explain.
ศาสตราจารย์หันหน้าไปที่นักศึกษาคนนั้นด้วยความสนใจ  ห้องทั้งห้องก็เงียบมากๆ
นักศึกษาคนนั้นจึงเริ่มอธิบาย
'You can have lots of heat, even more heat, super-heat, mega-heat, unlimited heat, white heat, a little heat or no heat, but we don't have anything called 'cold'.
'ท่านสามารถปรับความร้อน ให้ร้อนมากขึ้น  ซุปเปอร์ความร้อน  เมการ้อน  ความร้อนที่ไม่ มีขีดจำกัด  ความร้อนสีขาว  ความร้อนเล็กน้อย หรือไม่ร้อนเลย    แต่เราไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่า 'ความเย็น'
We can hit up to 458 degrees below zero, which is no heat, but we can't go any further after that. There is no such thing as cold; otherwise we would be able to go colder than the lowest -458 degrees.
เราสามารถเร่งถึง  458 องศาใต้ศูนย์  ซึ่งไม่ความร้อนเลย    แต่เราไม่สามารถเพิ่มอะไรต่อ ไปหลังจากนั้น   แต่ไม่มีสิ่งที่ว่าความเย็น   มิฉะนั้น เราจะสามารถไปให้เย็นกว่าองศาต่ำสุด   -458 องศา
Every body or object is susceptible to study when it has or transmits energy, and heat is what makes a body or matter have or transmit energy. Absolute zero (-458 F) is the total absence of heat.
ทุกๆคนหรือวัตถุมีความไวต่อการวิเคราะห์ เมื่อมันมีหรือส่งพลังงาน  และความร้อนเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายหรือวัตถุมีหรือส่งพลังงาน   ความเย็นต่ำสุด (-458 F)   ก็คือการไม่มีความร้อนอยู่เลย
You see, sir, cold is only a word we use to describe the absence of heat. We cannot measure cold. Heat we can measure in thermal units because heat is energy. Cold is not the opposite of heat, sir, just the absence of it.'
ท่านเข้าใจหรือยังครับ  ความเย็นเป็นเพียงคำที่เราใช้เพื่ออธิบายการขาดความร้อน   เราไม่สามารถวัดหน่วยความเย็น  แต่เราสามารถวัดความร้อนในหน่วยความร้อนได้  เพราะความร้อนเป็นพลังงาน  ความเย็นไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกับความร้อนครับ  เพียงแต่การขาดหายไปของความร้อน'
Silence across the room. A pen drops somewhere in the classroom, sounding like a hammer.
เงียบปกคุมไปทั้งห้อง  ถ้าปากกาด้ามหนึ่งตกในห้องเรียน ก็คงมีเสียงดังเหมือนค้อนเลย'
'What about darkness, professor. Is there such a thing as darkness?'
มาพูดถึงความมืดบ้าง  อาจารย์ครับ  มีสิ่งนั้นที่เป็นความมืดไหมครับ?
'Yes,' the professor replies without hesitation. 'What is night if it isn't darkness?'
'
มีซิ,' อาจารย์ตอบกลับโดยไม่ลังเล  ก็ถ้ามันไม่มีความมืด จะเป็นกลางคืนได้อย่างไรละ?
'You're wrong again, sir. Darkness is not something; it is the absence of something. You can have low light, normal light, bright light, flashing light, but if you have no light constantly you have nothing and it's called darkness, isn't it? That's the meaning we use to define the word. In reality, darkness isn't. If it were, you would be able to make darkness darker, wouldn't you?'
'ท่านตอบผิดอีกแล้วครับ  ความมืดไม่ใช่บางสิ่ง; แต่มันคือการขาดหายไปของบางสิ่ง  ท่านสามารถมีแสงไฟต่ำ แสงไฟปกติ  แสงไฟที่สว่างจ้า  แสงไฟที่กระพริบ  แต่ถ้าท่านไม่มีแสงไฟอยู่เลย ท่านไม่มีอะไร  และนั่นแหละที่เรียกว่าความมืด ไม่ใช่หรือครับ  เราใช้คำในการกำ หนดความหมายนั้น   ในความเป็นจริงแล้ว ความมืด ไม่มี  ถ้ามันมีจริง  ท่านก็สามารถทำให้ความมืด มันมืดมากขึ้นได้ ใช่ไหมครับ?
The professor begins to smile at the student in front of him. This will be a good semester. 'So what point are you making, young man?'
อาจารย์เริ่มยิ้มต่อหน้านักศึกษาของเขา  นี้น่าจะเป็นภาคการศึกษาที่ดี  "ดังนั้นอะไรคือประเด็นที่เธอกำลังพูด พ่อหนุ่ม?
'Yes, professor. My point is, your philosophical premise is flawed to start with, and so your conclusion must also be flawed.'
'
ครับ ศาสตราจารย์ ประเด็นของผมคือ, ข้อเสนอสมมติฐานแห่งปรัชญาของท่านเริ่มต้นด้วยข้อบกพร่อง   ดังนั้นข้อสรุปของท่านก็น่าจะมีข้อบกพร่องด้วย '
The professor's face cannot hide his surprise this time. 'Flawed? Can you explain how?'
ถึงตอนนี้ใบหน้าของศาสตราจารย์ไม่สามารถซ่อนความประหลาดใจของเขาได้ 'ข้อบกพร่องหรือ? ไหนเธอช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยซิ?

'You are working on the premise of duality,' the student explains. 'You argue that there is life and then there's death; a good God and a bad God. You are viewing the concept of God as something finite, something we can measure. Sir, science can't even explain a thought. It uses electricity and magnetism, but has never seen, much less fully understood either one. To view death as the opposite of life is to be ignorant of the fact that death cannot exist as a substantive thing. Death is not the opposite of life, just the absence of it.'
'ท่านกำลังทำงานอยู่บนข้อสมมติฐานแห่งทวินิยม / การอยู่เป็นคู่ '  นักศึกษาอธิบาย 'ท่านยืนยันว่ามีชีวิต และก็มีความตาย   มีพระเจ้าที่ดีและพระเจ้าไม่ดี   ท่านกำลังพิจารณาในแนวคิดที่ว่าพระเจ้าเป็นเช่นบางสิ่งที่มีขอบเขตจำกัด , เป็นสิ่งที่เราสามารถวัดหรือประเมินได้    ท่านครับ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายเรื่องความนึกคิดได้  มันใช้กระแสไฟฟ้าและอำนาจแม่เหล็ก แต่ไม่เคยได้เห็น และยังมีความเข้าใจในสองสิ่งนี้น้อยมากเช่นกัน   การมองว่าความตายเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการมีชีวิต  ถือว่าเป็นความโง่เขลาต่อความจริงที่ว่าความตายไม่สามารถดำรงอยู่เช่นสิ่งที่มีสาระ / ตัวตน  ความตายไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามของการมีชีวิต  แต่เป็นเพียงการขาดหายไปของชีวิต '
'Now tell me, professor. Do you teach your students that they evolved from a monkey?'
'
ศาสตราจารย์ครับช่วยบอกผมหน่อย   ท่านไม่ใช่หรือที่สอนนักศึกษาของท่านว่าพวกเขาวิวัฒนาการมาจากลิง?

'If you are referring to the natural evolutionary process, young man, yes, of course I do'
'พ่อหนุ่ม  ถ้าเธอหมายถึงกระบวนการวิวัฒนาการตามธรรมชาติ  ก็ใช่แน่นอน ฉันสอนสิ่งนั้น'

'Have you ever observed evolution with your own eyes, sir?'
'ท่านเองเคยได้เฝ้าสังเกตการวิวัฒนาการด้วยตาของท่านเองหรือยังครับ?
The professor begins to shake his head, still smiling, as he realizes where the argument is going. A very good semester, indeed.
ศาสตราจารย์เริ่มสั่นศีรษะของเขาและยิ้ม   เนื่องจากเขาตระหนักว่าการโต้แย้งจะไปถึงจุดไหนมันเป็นภาคการศึกษาที่ดีแน่นอน

'Since no one has ever observed the process of evolution at work and cannot even prove that this process is an on-going endeavour, are you not teaching your opinion, sir?
'เมื่อไม่มีใครเคยได้สังเกตกระบวนการวิวัฒนาการขณะที่ดำเนินการอยู่  และไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่ากระบวนการนี้เป็นความพยายามที่กำลังดำเนินอยู่    ก็เท่ากับว่าท่านกำลังสอนความคิดเห็นของท่านเองไม่ใช่หรือครับ
Are you now not a scientist, but a preacher?'
ดังนั้นท่านจึงไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์  แต่เป็นนักเทศน์ไม่ใช่หรือครับ?
The class is in uproar. The student remains silent until the commotion has subsided.
ชั้นเรียนอยู่ในความโกลาหล จนทั่งความเกรียวกราวได้ลดลง นักศึกษาก็ยังคงเงียบ
'To continue the point you were making earlier to the other student, let me give you an example of what I mean.'
'
เพื่อต่อเนื่องจากจุดที่ท่านทำไว้ต่อนักศึกษาคนอื่น ๆ ก่อนหน้านี้   ผมจะขอยกตัวอย่างให้เข้าใจสิ่งที่ผมหมายถึง '
The student looks around the room. 'Is there anyone in the class who has ever seen the professor's brain?' The class breaks out into laughter.
นักศึกษาคนนั้นมองไปรอบห้องเรียน  'มีใครสักคนในชั้นเรียนนี้ที่เคยเห็นสมองของศาสตราจารย์บ้าง?  ทั้งชั้นเต็มด้วยเสียงหัวเราะ

'Is there anyone here who has ever heard the professor's brain, felt the professor's brain, touched or smelled the professor's brain?
'มีใครที่นี่ที่ได้เคยได้ยินสมองของอาจารย์   ได้รู้สึกสมองของอาจารย์  ได้สัมผัสหรือดมกลิ่น สมองของอาจารย์บ้างหรือไม่?
No one appears to have done so.
No one appears to have done so.
ไม่มีใครแสดงตัวว่าได้เคยกระทำสิ่งนั้น
So, according to the established rules of empirical, stable, demonstrable protocol, science says that you have no brain, with all due respect, sir.
ดังนั้นตามกฎซึ่งเป็นที่ยอมรับของการทดลองมากกว่าทฤษฏี  ที่มั่นคง  หลักของทดลองให้เห็นได้, วิทยาศาสตร์บอกว่า  ท่านไม่มีสมอง  ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับท่าน
So if science says you have no brain, how can we trust your lectures, sir?'
หากหลักวิทยาศาสตร์บอกว่าท่านไม่มีความสมองเช่นนี้   พวกเราจะสามารถวางใจคำบรรยายของท่านได้หรือครับ?

Now the room is silent. The professor just stares at the student, his face unreadable.
ตอนนี้ทั้งห้องเงียบกริบ  ศาสตราจารย์ได้แต่เพียงจ้องมองที่นักศึกษา  ด้วยใบหน้าบอกไม่ถูก
Finally, after what seems an eternity, the old man answers. 'I guess you'll have to take them on faith.'
สุดท้ายหลังจากช่วงเวลาที่ดูเหมือนนิรันดร์กาล, ชายชราจึงตอบ 'ฉันเดาเธอจะต้องให้พวกเขาใช้ความเชื่อ '
'Now, you accept that there is faith, and, in fact, faith exists with life,' the student continues.
'Now, sir, is there such a thing as evil?'
'ตอนนี้ท่านยอมรับว่ามีความเชื่อ  และในความเป็นจริง  ความเชื่อดำรงอยู่กับชีวิต'  นักศึกษาพูดต่อ  ตอนนี้, ยังมีสิ่งนั้นที่เป็นสิ่งชั่วไหมครับ?
Now uncertain, the professor responds, 'Of course, there is. We see it everyday. It is in the daily example of man's inhumanity to man. It is in the multitude of crime and violence everywhere in the world. These manifestations are nothing else but evil.'
คราวนี้ศาสตราจารย์ตอบสนองอย่างไม่แน่ใจ  'แน่นอน มันมี  เราเห็นมันอยู่ทุกวัน มันอยูในชีวิตประจำวัน เช่นตัวอย่างของความไร้มนุษยธรรมของมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน  มันอยู่ในกลุ่มของอาชญากรรมและความรุนแรงในทุกที่แห่งในโลก  สิ่งเหล่านี้เป็นข้อบงชี้ชัดว่า ความชั่วมีอยู่จริง  '
To this the student replied, 'Evil does not exist sir, or at least it does not exist unto itself.
Evil is simply the absence of God. It is just like darkness and cold, a word that man has created to describe the absence of God.
God did not create evil. Evil is the result of what happens when man does not have God's love present in his heart.
นักศึกษาตอบกลับไปว่า  ความชั่วไม่มีอยู่จริงครับ หรืออาจกล่าวมันไม่มีอยู่ด้วยตัวมันเอง  ความชั่วก็คือ การขาดหาบไปของพระเจ้า / ไม่มีพระเจ้า   เป็นเหมือนความมืดและความเย็น มันเป็นคำที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นเพื่ออธิบายการขาดหายไปของพระเจ้า
พระเจ้าไม่ได้สร้างความชั่วร้าย  ความชั่วเป็นผลสนองที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ไม่มีความรักของพระเจ้าอยู่ในหัวใจของเขา

It's like the cold that comes when there is no heat or the darkness that comes when there is no light.'

มันก็เหมือนกับความเย็นเกิดขึ้น เมื่อไม่มีความร้อน  หรือความมืดเกิดขึ้นเมื่อไม่มีแสงสว่าง '
The professor sat down.
ศาสตราจารย์นั่งลง

Custom Search